การแย่งชิงที่ดินเพื่อการเกษตร
กระแสข่าวการกว้านซื้อที่ดินภาคการเกษตร
ในหลายภูมิภาคของโลก อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในทางด้านอาหาร ก็เพราะด้วยประชากรของโลกที่เพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน
และพื้นที่ในการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรของโลกที่มีอยู่อย่างจำกัด เล็งเห็นได้ว่าในอนาคต ความต้องการอาหารที่มีอยู่สูงมาก
เป็นเหตุให้กลุ่มทุนข้ามชาติได้เข้าไปลงทุนในหลายๆพื้นที่ของโลก เพื่อหวังว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายสำคัญของโลกในการเป็นผู้ผลิตอาหาร
นอกจากการซื้อขายที่ดินที่เป็นไปตามภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศแล้ว การตกลงทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อดำเนินการลงทุนในการเกษตรอาหารเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่าสามสิบปี
ก็ยิ่งทำให้ชุมชนเจ้าของพื้นที่ที่มีความยากจนกว่า ถูกทุนเข้าแย่งชิงพื้นที่ทำกิน กับทั้งทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่ถูกทำลายลงไป
เพียงเพื่อให้การดำเนินกิจการทางการเกษตรขนาดใหญ่สามารถดำเนินการได้ตามระบบงานที่ใช้เทคโนโลยีมากกว่าการใช้แรงงานคน ซึ่งเป็นเหตุทำให้คนบุกรุกทำลายป่าไม้เพื่อแสวงหาที่ทำกินมากขึ้นด้วย
จึงยิ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางด้านอาหารไปในทันที
สำหรับประเทศไทยของเรา นั้น
แม้ว่าจะเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลกก็ตาม แต่จากสภาพความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ นับแต่ปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมา
เราได้ถูกบังคับให้ต้องออกกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ
11 ฉบับ และสองฉบับในกฎหมายดังกล่าวนั้นคือ
พระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติ การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ.2542
ซึ่งในเนื้อหาสาระของกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
ได้กำหนดให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจภายในพระราชอาณาจักรไทยได้ทั้งการประกอบกิจการในทางการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม
พาณิชยกรรม การบริการ หรือกิจการอย่างอื่นอันเป็นการค้า
ถึงแม้ข้อความในมาตรา 8 ของกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จะมีข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ
ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีหนึ่งท้ายกฎหมายดังกล่าวก็ตาม ซึ่งได้ห้ามมิให้ทำนา ทำไร่
หรือทำสวน หรือทำการเลี้ยงสัตว์
ทำการสกัดสมุนไพรไทย หรือทำการค้าที่ดิน
แต่ความในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น ก็สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ไม่ยาก
หากว่ารัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชี
และแม้ว่าความในบัญชีหนึ่งและบัญชีสองจะได้กำหนดให้แก้ไขด้วยพระราชบัญญัติ ก็ยังสุ่มเสี่ยงว่า ในอนาคตข้างหน้านั้น ประเทศของเราอาจจะต้องถูกบังคับให้ต้องแก้ไขข้อความตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติให้เป็นไปตามที่ทุนกระแสโลกบังคับมาหรือไม่นั้นด้วย
เมื่อได้พิจารณาความในพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม
พ.ศ.2542 และตามกฎกระทรวงของกฎหมายดังกล่าวแล้ว
เห็นได้ว่า กฎหมายได้กำหนดประเภทของพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรมที่ให้คนต่างด้าวหรือนิติบุคคลตามมาตรา
97 ของประมวลกฎหมายที่ดิน
ซึ่งหมายถึงการลงทุนของคนต่างด้าวในกิจการที่มีหุ้นส่วนเกินร้อยละสี่สิบเก้า สามารถจดทะเบียนการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรมได้เกินกว่าสามสิบปีแต่ไม่เกินห้าสิบปีได้
เมื่อครบสัญญาแล้วยังสามารถต่ออายุสัญญาได้อีกไม่เกินห้าสิบปี และในสัญญาเช่าดังกล่าวนี้ ยังสามารถนำไปให้เช่าช่วงได้
โอนสิทธิการเช่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้กับบุคคลภายนอกได้
และให้สิทธิการเช่าตกทอดในทางมรดกได้
เมื่อพิจารณากฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว เห็นได้ว่าการกว้านซื้อที่ดิน
หรือเช่าที่ดินเพื่อการลงทุนในทางการเกษตรซึ่งเช่าได้อย่างยาวนานตามเงื่อนไขของกฎหมายที่กำหนดได้ถึง
100 ปี นับได้ว่าเกษตรกรไทย
สุ่มเสี่ยงไม่น้อยจากการถูกแย่งชิงที่ดินจากทุนข้ามชาติในการมีบทบาทควบคุมกลไกการผลิตสินค้าการเกษตร
เพื่อเป็นผู้ประกอบการผลิตอาหารที่สำคัญของโลกต่อไป...
หมายเหตุ.. บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2552
หมายเหตุ.. บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2552
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น