แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมาย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผิดงาน..


ผิดงาน..

...............

ปรับแก้แลเห็นเป็นที่สุด
ใครฉุด พุทธศาสนา ช่างกล้าหาญ
กลับไป กลับมา เพื่อระราน
หรือประสานสร้างงานอันงดงาม

ปรับไปกี่หนบนทางเถื่อน
ปรับไปให้เขยื้อนขยับหยาม
ปรับไปให้ถูกต้องกำหนดความ
อยากจะถามว่าจะปรับกันทำไม

ปรับเปลี่ยนตามสมัย ฤาใครเชิด
ปรับเถิดถ้าเกิดนิมิตใหม่
ปรับเพื่อเปลี่ยนหวังอย่างตั้งใจ
ฤาปรับให้สะใจเพราะอยากทำ

ศาสนจักร อาณาจักร ประจักษ์ชัด
มิข้องขัด ไม่ขัดแย้ง มิแกล้งคว่ำ
แปลกใจ ใครยุ ให้แยกยำ
ฤาตกต่ำ เพียงแค่คิด ให้ผิดงาน

..........................
๒๙  ธันวาคม  ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ลืมตัว.



ลืมตัว..

................

เขากระชากลากไส้มาให้เห็น
ในประเด็นสุขภาพทราบที่หมาย
ความป่วยเจ็บประชาชนนั้นมากมาย
เพราะพิษร้ายโรครุมนั้นสุมทรวง

แค่เรื่องเหล้ามากล่าวหาว่าเปลืองสิ้น
กระดกลิ้นแดกดันจนเลยล่วง
หลักประกันสุขภาพคนทั้งปวง
มาห่วงหวงงบไว้ไม่ให้คน

มองให้ชัดตัดความอคติ
พยาธิ โรคร้าย ใช้เหตุผล
มีมากมายหลายเหตุให้กังวล
ซึ่งหลากล้นเกินค่าสุราบาล

คนเป็นแพทย์ผู้รู้เรื่องโรคร้าย
หากทำลายศรัทธาของชาวบ้าน
ความมีค่าวิชาชีพอันตระการ
ก็แหลกราญเพราะถ้อยคำที่ลืมตัว..

................................

หมายเหตุ..  บทความเรื่องนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่  ๒๗  ธันวาคม  ๒๕๕๙
                    โดยมิได้ส่งเสริมให้คนดื่มสุรา
                    แต่มุ่งหมายให้เห็นความสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน
                    ตามหลักการของกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
                    และมิได้กล่าวหาดูหมิ่นแพทย์ที่ได้ทำหน้าที่ด้วยความตั้งใจตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ
                    ซึ่งในภาพรวมนับว่าดีเลิศ
                    เป็นแนวคิดสะท้อนให้เห็นมุมมองของนักปกครองที่รับผิดชอบงานสาธารณสุขบางคน

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

ประกาศ

ประกาศ..

................


ประกาศคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ

เรื่อง หลักเกณฑ์ในการตรวจพิจารณาวีดิทัศน์และสื่อโฆษณา พ.ศ. ๒๕๕๒

http://app-thca.krisdika.go.th/Naturesig/CheckSig?whichLaw=law2&folderName=%c008&lawPath=%c008-2e-2552-a0011
พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑
http://app-thca.krisdika.go.th/Naturesig/CheckSig?whichLaw=law2&folderName=%c008&lawPath=%c008-20-2551-a0001

ข้อ ๘ ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า วีดิทัศน์ที่ขออนุญาตมีเนื้อหาเป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐและเกียรติภูมิของประเทศไทย ให้คณะกรรมการแจ้งให้ผู้ยื่นคำขออนุญาตดำเนินการแก้ไขหรือตัดทอนเนื้อหาดังกล่าวออก
หากผู้ยื่นคำขออนุญาตไม่ประสงค์จะแก้ไขหรือตัดทอน ให้คณะกรรมการมีคำสั่งไม่อนุญาตให้นำวีดิทัศน์ดังกล่าวออกเผยแพร่ในราชอาณาจักร

ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขออนุญาตยินยอมแก้ไขหรือตัดทอนเนื้อหาดังกล่าว ให้คณะกรรมการอนุญาตให้นำวีดิทัศน์ดังกล่าวออกเผยแพร่ในราชอาณาจักร


ข้อ ๙ ให้สำนักงานแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการเป็นหนังสือให้ผู้ยื่นคำขออนุญาตทราบ และให้แจ้งสิทธิอุทธรณ์ในกรณีที่ผู้ขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาตามข้อ ๖ ข้อ ๗ หรือข้อ ๘

"""""""""""""""""""

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559

วิตก..


วิตก.. .......................

เมื่อคิดใช้ดาบเดียวเกี่ยวทั้งฟ้า
ทั้งดารา ดวงเดือน สะเทือนสะท้าน
เป็นยอดยุทธ อาญาสิทธิ์ปิดทุกงาน
ล้มกระดานด้วยดาบนี้จะชี้ไป

จะชี้นกว่าว่านก เป็นปรกติ
จะชี้นกว่าไม้ให้สงสัย
จะชี้นกชี้ไม้ให้แคลงใจ
จะชี้ใช้อำนาจใหญ่ในดาบเดียว

สังคมเดินทางไกลมาไกลแล้ว
จนวับแววแนวทางใช่ทางเดี่ยว
หลากหลายอำนาจอันปราดเปรียว
เกาะเกี่ยวเก็บประโยชน์เพื่อประชาชน

ดาบเดียวเกี่ยวฟ้าน่าวิตก
เดือนดาราหล่นในรกให้สับสน
รอคอยความหมายไม่วกวน
รอทบทวนกมลจนพบทาง..

........................

๑๕ กันยายน ๒๕๕๙

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

การผังเมือง...

การผังเมือง...

...............................

การผังเมือง เป็นกระดาษ ที่เปื้อนหมึก    
ไร้สำนึก ไม่ศึกษา เอามาใช้
วางระเบียบ กฎเกณฑ์  ดีอย่างไร      
ไม่มีใคร ปฏิบัติ  ตามที่วาง

สามสิบเจ็ดปี  ที่มี กฎหมายนี้      
ทุกวิถี ชีวิต ล้วนคิดขวาง
เพราะประโยชน์โพดผล มันอำพราง  
เมืองที่สร้าง จึงกองสุม ด้วยปัญหา

ปัญหา ที่นาลุ่ม เคยมีข้าว     
มีตึกยาวอุตสาหกรรม  ไปนำหน้า
บ้านจัดสรร  เสกเงิน จนสิ้นนา   
จนสิ้นค่า การเกษตร  ที่เคยดี

ถนนใหญ่ ไปกั้น เส้นทางน้ำ     
ก็เลยนำทุกข์ภัย  ไปทุกที่
ขุดภูเขา ถมดิน ได้เงินดี          
เกิดวิถี  เมื่อก่อสร้าง ต้องถมดิน

ไร้กฎเกณฑ์ กติกา มากำหนด  
เพราะคนคด คัดค้าน กฎหมายสิ้น
การผังเมือง เปลืองงบ ของแผ่นดิน   
เพราะถวิล  หวังได้ แต่เงินตรา

ไม่เคยมี ผังเมือง  ที่มุ่งหวัง    
เพราะกลบฝัง กฎหมาย จนไร้ค่า
อีกกี่ครั้งของการเสวนา  
จึงจะล่า คุณธรรม มานำใจ

เปิดสำนึก ประชาชน ทุกหนแห่ง    
ให้เกริกแกร่ง  เรื่องผังเมือง กันเสียใหม่
ร่วมรักษา นิเวศน์ หวัง ทั้งถิ่นไทย
สร้างเมืองให้ สวยงาม ตามต้องการ...

......................................
๒๓  กันยายน  ๒๕๕๕

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

ลูกปัดของใคร???

                                                                         ลูกปัดของใคร???


                        ความเป็นตัวตนของเราที่มีรากเหง้าสำคัญนับเนื่องมาแต่อดีตกาลนั้น  เรามักไม่ค่อยสนใจ  ทั้งๆที่เรื่องราวเหล่านั้นเป็นภูมิปัญญา วิถีชีวิต  ประวัติศาสตร์  ศิลปะ  วัฒนธรรม  ความเจริญก้าวหน้า  และเรื่องราวอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อการนำเอามาเรียนรู้  และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม   กับทั้งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ ที่มีคุณค่าหาที่สุดไม่ได้
                                การค้นพบโบราณสถานสำคัญในภาคใต้ รวมทั้งการพบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน นับตั้งแต่ จังหวัดชุมพร  ระนอง   สุราษฎร์ธานี  พังงา  และกระบี่  ดังที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ในช่วงนี้
ความจริงแล้ว ไม่ใช่เป็นการค้นพบใหม่  แต่ได้พบกันนานแล้ว เพียงแต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้น    ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองจะต้องให้ความสนใจ ติดตาม การนำเสนอเรื่องราวของการค้นพบโบราณสถาน และโบราณวัตถุ ต่อกรมศิลปากร  เพื่อให้กรมศิลปากรเข้ามาทำหน้าที่ในการ วิจัย  จัดเก็บ รวบรวม  และนำทรัพยากรโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ มาใช้ประโยชน์ได้อย่างจริงจัง  ซึ่งจะต้องมีเจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะคุ้มครอง รักษาทรัพยากรของชาติและของประชาชน ให้ยังคงอยู่อย่างครบถ้วน และยั่งยืนด้วย
                                การทำหน้าที่ของทางราชการในกิจกรรมที่เกี่ยวกับกฎหมายพระราชบัญญัติ โบราณสถาน โบราณวัตถุ  ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  พ.ศ. 2504  จะไม่สัมฤทธิ์ผลเลย หากการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ทำความเข้าใจกับประชาชนเสียก่อนว่า โบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ นั้น มีความสำคัญต่อวิถีชีวิต และมีผลประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร  กับทั้งจะต้องเชื่อมโยงการบังคับใช้กฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติการขุดดินและ ถมดิน พ.ศ. 2543 ที่กำหนดหลักการให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องออกข้อบัญญัติท้องถิ่นบังคับการขุดดิน และการถมดิน ให้ผู้ที่ประสงค์จะขุดดิน และถมดินจะต้องยื่นคำร้องขอรับการอนุญาตก่อนการไปดำเนินการขุดดิน และถมดิน ตามที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด  รวมทั้งยังกำหนดให้ผู้ขุดดินที่พบโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุ จะต้องหยุดการขุดดินทันที และแจ้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่พบ   และให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งกรมศิลปากรโดยด่วน
                   นอกจากนั้นแล้ว  ต้องทำความให้กระจ่างแจ้งต่อประชาชนว่า ทรัพยากรโบราณสถาน และ โบราณวัตถุ  กับทั้งศิลปวัตถุ ที่มีอยู่ในกรรมสิทธิ์ หรือในครอบครองของประชาชนนั้น กรมศิลปากร หรือรัฐ ก็ไม่ได้คิดไปแย่งเอามาเป็นกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด  เพราะกฎหมายได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ประชาชนที่เป็นจ้าของโบราณสถาน หรือโบราณวัตถุ ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนแล้ว    ก็ยังสามารถโอนเปลี่ยนมือไปยังผู้รับโอนคนอื่นได้ เพียงแต่ว่าต้องแจ้งการโอนเป็นหนังสือ แจ้งที่อยู่ผู้รับโอน วันเดือนปีที่โอนไปให้อธิบดีกรมศิลปากรทราบภายในกำหนด สามสิบวันนับแต่วันโอน  หรือยังตกทอดในทางมรดก หรือพินัยกรรม ไปยังทายาทได้ โดยให้ผู้รับกรรมสิทธิ์ แจ้งอธิบดีกรมศิลปากรภายในหกสิบวันนับแต่วันรับโอน เป็นต้น
                                ประชาชนจึงควรให้ความสนใจ ร่วมมือกับกรมศิลปากร และจังหวัดชุมพร ในการศึกษา วิจัย ขุดค้น รวบรวม อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการของกรมศิลปากร ไม่ควรทำการขุดค้นกันเอง เพื่อรักษาทรัพยากรที่มีค่านี้ ให้ยั่งยืน เป็นประโยชน์ประชาชนทางด้านการศึกษา  วัฒนธรรม  และการท่องเที่ยว ต่อไป..

........................................
บทความเรื่องนี้เขียนเมื่อวันที่ ๓  พฤษภาคม ๒๕๕๒

                                

ทุนรัฐวิสาหกิจ..

ทุนรัฐวิสาหกิจ..

...........................

พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ก็น่าสนใจไม่น้อยครับ
เพราะกฎหมายฉบับนี้ ได้นำเสนอให้มีคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ

"มาตรา ๕ ให้มีคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสิบห้าคน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินหกคนเป็นกรรมการ ให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นผู้ช่วยเลขานุการ"

และกฎหมายฉบับนี้เปิดช่องให้นำทุนทั้งหมด หรือบางส่วนของรัฐวิสาหกิจมาแปรรูปเป็นหุ้นในรูปแบบของบริษัทให้ทำได้

"มาตรา ๔ ในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะนำทุนบางส่วนหรือทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจใดมาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นในรูปแบบของบริษัทให้กระทำได้ตามพระราชบัญญัตินี้"

รายละเอียด หาอ่านได้ที่นี่ครับ


http://app-thca.krisdika.go.th/Naturesig/CheckSig?whichLaw=law2&folderName=%b709&lawPath=%b709-20-9999-update
.....................................

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

การแย่งชิงที่ดินเพื่อการเกษตร

การแย่งชิงที่ดินเพื่อการเกษตร                

                        กระแสข่าวการกว้านซื้อที่ดินภาคการเกษตร ในหลายภูมิภาคของโลก  อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในทางด้านอาหาร   ก็เพราะด้วยประชากรของโลกที่เพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน และพื้นที่ในการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรของโลกที่มีอยู่อย่างจำกัด  เล็งเห็นได้ว่าในอนาคต ความต้องการอาหารที่มีอยู่สูงมาก  เป็นเหตุให้กลุ่มทุนข้ามชาติได้เข้าไปลงทุนในหลายๆพื้นที่ของโลก   เพื่อหวังว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายสำคัญของโลกในการเป็นผู้ผลิตอาหาร
                                นอกจากการซื้อขายที่ดินที่เป็นไปตามภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศแล้ว  การตกลงทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อดำเนินการลงทุนในการเกษตรอาหารเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่าสามสิบปี ก็ยิ่งทำให้ชุมชนเจ้าของพื้นที่ที่มีความยากจนกว่า  ถูกทุนเข้าแย่งชิงพื้นที่ทำกิน    กับทั้งทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่ถูกทำลายลงไป   เพียงเพื่อให้การดำเนินกิจการทางการเกษตรขนาดใหญ่สามารถดำเนินการได้ตามระบบงานที่ใช้เทคโนโลยีมากกว่าการใช้แรงงานคน        ซึ่งเป็นเหตุทำให้คนบุกรุกทำลายป่าไม้เพื่อแสวงหาที่ทำกินมากขึ้นด้วย  จึงยิ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางด้านอาหารไปในทันที
                                สำหรับประเทศไทยของเรา นั้น แม้ว่าจะเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลกก็ตาม  แต่จากสภาพความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ  นับแต่ปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมา เราได้ถูกบังคับให้ต้องออกกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ   11  ฉบับ และสองฉบับในกฎหมายดังกล่าวนั้นคือ พระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542  และพระราชบัญญัติ การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม  พ.ศ.2542  ซึ่งในเนื้อหาสาระของกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ได้กำหนดให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจภายในพระราชอาณาจักรไทยได้ทั้งการประกอบกิจการในทางการเกษตรกรรม  อุตสาหกรรม  พาณิชยกรรม    การบริการ  หรือกิจการอย่างอื่นอันเป็นการค้า 
                                ถึงแม้ข้อความในมาตรา 8 ของกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว  จะมีข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีหนึ่งท้ายกฎหมายดังกล่าวก็ตาม ซึ่งได้ห้ามมิให้ทำนา ทำไร่ หรือทำสวน หรือทำการเลี้ยงสัตว์  ทำการสกัดสมุนไพรไทย หรือทำการค้าที่ดิน   แต่ความในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น ก็สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ไม่ยาก หากว่ารัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชี  และแม้ว่าความในบัญชีหนึ่งและบัญชีสองจะได้กำหนดให้แก้ไขด้วยพระราชบัญญัติ  ก็ยังสุ่มเสี่ยงว่า ในอนาคตข้างหน้านั้น ประเทศของเราอาจจะต้องถูกบังคับให้ต้องแก้ไขข้อความตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติให้เป็นไปตามที่ทุนกระแสโลกบังคับมาหรือไม่นั้นด้วย
                                เมื่อได้พิจารณาความในพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ.2542  และตามกฎกระทรวงของกฎหมายดังกล่าวแล้ว เห็นได้ว่า  กฎหมายได้กำหนดประเภทของพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรมที่ให้คนต่างด้าวหรือนิติบุคคลตามมาตรา 97 ของประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งหมายถึงการลงทุนของคนต่างด้าวในกิจการที่มีหุ้นส่วนเกินร้อยละสี่สิบเก้า สามารถจดทะเบียนการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรมได้เกินกว่าสามสิบปีแต่ไม่เกินห้าสิบปีได้ เมื่อครบสัญญาแล้วยังสามารถต่ออายุสัญญาได้อีกไม่เกินห้าสิบปี  และในสัญญาเช่าดังกล่าวนี้ ยังสามารถนำไปให้เช่าช่วงได้  โอนสิทธิการเช่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้กับบุคคลภายนอกได้ และให้สิทธิการเช่าตกทอดในทางมรดกได้

                                เมื่อพิจารณากฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว  เห็นได้ว่าการกว้านซื้อที่ดิน หรือเช่าที่ดินเพื่อการลงทุนในทางการเกษตรซึ่งเช่าได้อย่างยาวนานตามเงื่อนไขของกฎหมายที่กำหนดได้ถึง 100 ปี  นับได้ว่าเกษตรกรไทย สุ่มเสี่ยงไม่น้อยจากการถูกแย่งชิงที่ดินจากทุนข้ามชาติในการมีบทบาทควบคุมกลไกการผลิตสินค้าการเกษตร  เพื่อเป็นผู้ประกอบการผลิตอาหารที่สำคัญของโลกต่อไป...  

หมายเหตุ..  บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2552
  

เสรีภาพ...

เสรีภาพ...

...............

เสรีภาพ อาบพิษ เขาปิดกั้น
จนทุกข์ทัณฑ์ ท่วมท้น จนสิ้นท่า
ทุกถิ่นที่ หม่นหมอง กลืนน้ำตา
เพรียกเรียกหา ความเป็นธรรม ด้วยช้ำใจ

ทั้งชาวนา ประชาชน จนสมณะ
ถูกลืมละ ความจริง อันยิ่งใหญ่
ถูกมายา ครอบงำ กระทำไป
จักหมองไหม้ ไปเท่าใด จึงเลิกรา

กี่ปากคำ นำคน จนวายวุ่น
ใครหนอหนุน ปากร้าย ไม่ฉายหน้า
จนสังคม จมปลัก ไร้หลักมา
ล่วงเวลา เนิ่นนาน จนพาลโต

ในเวลาสำคัญ ในวันนี้
จำต้องชี้ กฎหมายใหญ่ ยังไม่โผล่
ถูกกลบข่าว ด้วยข่าวพระ เฮละโล
เยส หรือ โน จึงลืมกัน ไปทันใด

เสรีภาพ อยู่ที่ไหน รีบมาหา
เพื่อช่วยพา ประชาชน พ้นหมองไหม้
ไม่อาบพิษ ไม่ปิดกั้น ความคิดใคร
เพื่อเปิดให้ ความเป็นธรรม กลับคืนมา..


๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

คำนำหน้านามหญิง



คำนำหน้านามหญิง


คำนำหน้านามหญิง  ที่เรียกขานกันว่า  เด็กหญิง  นางสาว  และนาง  ซึ่งเดิมได้กำหนดหลักเกณฑ์สำคัญไว้ว่าเมื่อแรกคลอดนั้นเรียกว่าเด็กหญิง  จนอายุสิบห้าปีบริบูรณ์เรียกว่านางสาว  และเมื่อมีคู่สมรสแล้วเรียกว่านาง  ที่เคยถือปฏิบัติกันมานาน  บัดนี้ได้มีกฎหมายคำนำหน้านามหญิง  พ.ศ. 2551  ซึ่งถูกเร่งรัด เรียกร้องจนเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 และมีผลบังคับใช้ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  กฎหมายนี้มีพลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
เหตุผลของการประกาศใช้กฎหมายนี้ ด้วยเห็นว่า การใช้คำนำหน้านามหญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้ว กับทั้งหญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วและต่อมาการสมรสสิ้นสุดลงเพราะจดทะเบียนหย่า หรือเพราะสามีถึงแก่กรรมไปแล้ว ต้องใช้คำนำหน้าคำเดียวว่า นาง โดยไม่อาจเลือกได้ตามความสมัครใจ ทำให้เกิดผลกระทบต่อหญิงดังกล่าวในการดำรงชีวิตประจำวัน การศึกษาของบุตร และการทำนิติกรรมต่างๆ ส่งผลให้คำนำหน้านามในลักษณะดังกล่าวของหญิงเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล  เพราะเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศ  จึงกำหนดให้หญิงมีทางเลือกในการใช้คำนำหน้านามตามความสมัครใจ เพื่อให้สอดคล้องกับการเลือกใช้นามสกุลตามกฎหมายว่าด้วยชื่อบุคคล
เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปมาก่อนแล้วว่า ชายและหญิง จะมีคำนำหน้านามว่าเด็กชาย และเด็กหญิงตั้งแต่เมื่อแรกคลอด จนอายุสิบห้าปีบริบูรณ์ก็จะเปลี่ยนจากเด็กชายเป็นนาย และเปลี่ยนจากเด็กหญิงเป็นนางสาว  เมื่อชายและหญิงสมรสกันก็จะเปลี่ยนคำนำหน้านามของหญิงจากนางสาวเป็นนาง ส่วนชายใช้คำนำหน้านามว่านายเหมือนเดิม  และเมื่อหญิงที่มีการสมรสแล้วต่อมาการสมรสสิ้นสุดลงเพราะสามีถึงแก่กรรมหรือหย่าก็ตาม จะต้องใช้คำนำหน้านามว่านางตลอดไปซึ่งเป็นหลักการสากลที่ถือปฏิบัติกันมานานแล้ว
การบังคับใช้กฎหมายคำนำหน้านามหญิง พ.ศ.2551 ให้หญิงซึ่งสมรสแล้วสามารถเลือกใช้คำนำหน้านามว่านางหรือนางสาวได้ตามความสมัครใจ เมื่อได้แจ้งต่อนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว ดูผิวเผินเหมือนว่าได้สร้างความเป็นธรรมให้กับหญิงให้มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกับชาย แต่แท้จริงแล้วกลับสร้างผลกระทบกับหญิงที่ยังไม่ได้สมรสนั้นเอง ทำให้เป็นที่สงสัยคลางแคลงใจว่าหญิงที่มีคำนำหน้านามว่านางสาวผู้นี้ ยังเป็นโสดหรือว่าสมรสแล้ว

นอกจากนั้นกฎหมายฉบับนี้ยังทำลายประเพณีวัฒนธรรมของครอบครัว ทำให้เกิดความหวาดระแวง ความแตกแยก ระหว่าคู่สามีภริยา  และไม่ได้เป็นไปตามความหมายในพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ.2530 หน้า 278-279 ซึ่งอธิบายว่า นาง เป็นคำนาม เพศหญิง คำแทนชื่อหญิง  คำนำหน้าชื่อหญิงที่แต่งงานแล้ว.../นางสาว เป็นคำนาม คำนำหน้าหญิงที่มีอายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์ขึ้นไปและยังไม่ได้แต่งงาน กับทั้งทำให้งานนิติกรรมสัญญาของธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ และงานจดทะเบียนที่ดินมีผลกระทบในการสืบค้นสถานะบุคคลที่มีความยุ่งยากมากขึ้นกว่าเดิม การออกกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้เป็นไปตามเหตุผลที่อ้าง และการเร่งรัดออกกฎหมายนี้จึงแสดงได้ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่กันย่อๆว่า สนช.  ทำงานอย่างขาดวิจารณญาณความรอบคอบและไม่รักษาวัฒนธรรม และประเพณีอันดีของสังคม


หมายเหตุ. -บทความเรื่องนี้เขียนเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2551
                    -คำนำหน้านามบุคคลที่เป็นสากลนั้นใช้ 
       Mr. หมายถึง นาย  สำหรับคำนำหน้านามของชาย
                       Mrs. หมายถึง นาง  สำหรับคำนำหน้านามหญิง ที่สมรสแล้ว
                        Miss หมายถึง นางสาว สำหรับคำนำหน้านามหญิงที่ยังไม่สมรส

ทางของใคร ? (ตอนที่ 2)


ทางของใคร ?  (ตอนที่ 2)




กรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับขี่หรือควบคุมสัตว์ที่ใช้ทางร่วมกันนั้น ไม่ว่าความผิดจะเป็นของผู้ใดก็ตาม ผู้ขับรถหรือขี่ หรือควบคุมสัตว์ จะต้องหยุดรถหรือสัตว์ และให้ความช่วยเหลือตามสมควรเมื่อเกิดความเสียหาย ทั้งพร้อมแสดงตัว แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที โดยแจ้งชื่อสกุล ที่อยู่ของตนเอง และหมายเลขทะเบียนรถ แก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย ผู้หลบหนีหรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ กฎหมายให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำความผิด และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถคันที่ผู้ขับขี่หลบหนี หรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับขี่จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือได้ตัวผู้ขับขี่มา และถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหกเดือน นับแต่วันเกิดเหตุให้ถือว่ารถนั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดให้รถที่ยึดไว้นั้นเป็นของรัฐ
การใช้กฎหมายจราจรทางบก เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนในการคมนาคมและขนส่งทางบกคงเกิดผลสัมฤทธิ์ไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือ ร่วมใจ ในการถือปฏิบัติของประชาชน และการกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่
นอกจากการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายจราจรทางบก พ.ศ. 2522 แล้ว  ประชาชนและราชการทุกภาคส่วนจะต้องบังคับใช้และปฏิบัติตามกฎหมายทางหลวง พ.ศ. 2535 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย  โดยเฉพาะตามกฎหมายทางหลวงที่มีทางหลวงในกำกับดูแลของรัฐถึง  6  ประเภทคือ ทางหลวงพิเศษ  ทางหลวงแผ่นดิน  ทางหลวงชนบท  ทางหลวงเทศบาล  ทางหลวงสุขาภิบาล  และทางหลวงสัมปทาน  ซึ่งได้วางหลักการในการควบคุมทางหลวง    การรักษาทางหลวง     การขยายและสงวนเขตทางหลวงไว้
ทั้งนี้ ในการควบคุมทางหลวงนั้น ผู้หนึ่งผู้ใดจะสร้างทางถนนหรือสิ่งอื่นใด ก็สำคัญในเขตทางหลวงเพื่อเป็นทางเข้าออกทางหลวงไม่ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้รับมอบหมาย ซึ่งมีเป้าหมายในการรักษาสิ่งแวดล้อม การป้องกันอุบัติภัย  และการติดขัดของการจราจร
การห้ามมิให้ผู้ใด ขุด ขน ทำลาย หรือทำให้เสียหายแก่ทางหลวง หรือวัสดุใช้งานทาง  ก็สำคัญไม่น้อย
ทั้งนี้ ในการควบคุมทางหลวงนั้น ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดสร้างทางถนนหรือสิ่งอื่นใดในเขตทางหลวงเพื่อเป็นทางเข้าออกทางหลวง ก่อนที่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้รับมอบหมาย ห้ามมิให้ปิดกั้นทางหลวง หรือวางวัตถุที่แหลมหรือมีคม หรือนำสิ่งใดมาวางหรือขวางบนทางหลวง ในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล ห้ามขุด ทำลาย หรือทำให้เสียหายแก่ทางหลวง  เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้รับมอบหมายเป็นต้น  ซึ่งมีเป้าหมายหลักให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ทาง
ดังนั้น ถ้าเส้นทางถนนทางหลวง หรือทางคมนาคมและขนส่งทางบกที่มีสภาพไม่เรียบร้อยเป็นหลุมเป็นบ่อ  เนื่องจากเสื่อมโทรมตามสภาพของการใช้งาน การบรรทุกที่เกินอัตราของรถที่ใช้ทาง และทำให้ถนนเสียหาย หรือการปล่อยปละละเลยให้มีการสร้างทางเข้าออกทางหลวง โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือแม้กระทั่งการขับรถย้อนทางไม่ปฏิบัติตามกฎและเครื่องหมายจราจร ล้วนส่งผลให้การใช้ทางอย่างไม่ถูกต้องนี้ ก่อความเสียหายเกิดอุบัติเหตุตลอดมา
การใส่ใจเพื่อสร้างระเบียบวินัยให้กับประชาชน เคารพกติกาของสังคม สร้างและซ่อมทางให้มีความเรียบร้อยปลอดภัยต่อการให้ใช้ทางในการคมนาคมและขนส่งทางบก จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลราชการทุกภาคส่วนและประชาชน ที่จะต้องร่วมมือกันในการใช้ทางให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าช่วงเวลาใด และไม่ทำงานแบบผักชีโรยหน้าเฉพาะช่วงเทศกาล  เพื่อให้การเงินงบประมาณของรัฐได้จัดสรรในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง  ลดความเสียหายในการใช้เงินงบประมาณในการเยียวยาผู้ป่วยที่บาดเจ็บหรือพิการ หรือลดเงินชดเชยกรณีถึงแก่ชีวิตให้กับทายาท  เพราะทางคมนาคมและขนส่งทางบกเป็นของเราทุกคน...

ทางของใคร ? (ตอนที่ 1)


ทางของใคร ?    ตอนที่ 1

การคมนาคมและขนส่งทางบกที่เจริญก้าวหน้าขยายตัวเชื่อมโยงไปทั่วประเทศ และเชื่อมโยงไปยังประเทศใกล้เคียง  กับทั้งจำนวนยานพาหนะในท้องถนนและทางหลวงได้ทวีจำนวนขึ้นเป็นลำดับ  ประกอบกับประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการจราจรทางถนน และพิธีสารว่าด้วยเครื่องหมายและสัญญาณตามถนน ซึ่งรัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกให้เหมาะสมกับสภาพการจราจรและจำนวนยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ชีวิต  ร่างกาย  และทรัพย์สินของประชาชน
เจตนารมณ์ของกฎหมายจราจรทางบก พ.ศ. 2522  ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ มีเป้าหมายในการวางระบบจัดการให้การคมนาคมและขนส่งทางบกที่ประชาชนร่วมกันใช้ทางนั้นมีความปลอดภัย
ทุกๆ ปีในช่วงเทศกาลสำคัญที่ประชาชนจะต้องเดินทางในการคมนาคมและขนส่งทางบก จะพบว่าสถิติความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิต  ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะต้องนำเงินงบประมาณมาจัดการใช้แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อเยียวยาความเจ็บป่วย พิการ และเสียชีวิต  เนื่องจากอุบัติเหตุทางถนนของประชาชนทั้งสูญเสียทรัพย์สินอย่างมากมายจนประเมินค่าไม่ได้ และสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติ
สาระสำคัญของกฎหมายจราจรทางบก  กติกาของสังคมที่เป็นบทบังคับให้ประชาชนจะต้องยึดถือปฏิบัตินับตั้งแต่การใช้รถที่จะต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัย ทั้งผู้ใช้ ผู้โดยสารและประชาชนผู้ใช้ทางเดินรถ ต้องมีสภาพของเครื่องยนต์และอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานตามที่กฎหมายกำหนดและบรรทุกคน สัตว์ สิ่งของให้เป็นไปตามลักษณะหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง นอกจากนั้นแล้วจะต้องป้องกันมิให้คน สัตว์ สิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถอันอาจก่อให้เกิดความเดือนร้อน รำคาญ ทำให้ทางสกปรก เปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ประชาชนหรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
การปฏิบัติตามสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร ซึ่งมีทั้งไฟจราจร ป้าย เครื่องหมาย สัญลักษณ์ และสัญญาณต่างๆ หลักการสากลอีกข้อหนึ่งที่ประชาชนจะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด  ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องกำกับดูแลมิให้ประชาชนผู้ใช้ทางละเมิดกฎหมาย และต้องรณรงค์ให้มีการปฏิบัติไม่มักง่ายฝ่าฝืนจนเคยตัว  รวมทั้งจะต้องช่วยกันรักษาสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรที่ทำหรือติดตั้งไว้นั้น มิให้ผู้ใดมารื้อ ทำลาย หรือทำให้เสียหาย หรือเปลี่ยนแปลง เคลื่อนย้าย สัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรนั้นด้วย
การใช้ทางเดินทางรถ ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การขับรถให้ผู้ขับขี่จะต้องระมัดระวังมิให้รถเฉี่ยวชนกันกับรถ หรือคน หรือสิ่งอื่นใด โดยเดินรถในช่องทางที่กำหนด ควบคุมความเร็วรถ การขับแซง การผ่านขึ้นหน้า การออกรถ การเลี้ยวรถ การกลับรถ การหยุด และจอดรถ  ประชาชนผู้ใช้ทางเดินรถจะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ เป็นต้น

ทั้งนี้ ประชาชนผู้ใช้ทางเดินรถจะต้องมีน้ำใจ เอื้ออาทรต่อกัน เพื่อให้การใช้ทางร่วมกันในการคมนาคม และขนส่งทางบกของประชาชนนั้นเกิดความปลอดภัยแก่ทุกคน

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559

ทรัพย์ของใคร ?

ทรัพย์ของใคร ?

                                การขุดดิน และการถมดินที่มีกฎหมายกำหนดหลักการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย   เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543   ซึ่งสามารถออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการต่างๆ            ในการขุดดินและถมดินเพื่อรักษาประโยชน์ของการผังเมือง การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  รวมตลอดถึงการป้องกันการพังทลายของดิน และสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น
                                กฎหมายนี้ได้มีการบังคับใช้มากว่าสิบปีแล้ว  แต่ความร่วมมือของประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงรัฐบาลหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ยังเห็นความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้น้อยมาก  ทั้งๆที่เป็นเรื่องสำคัญ  เห็นได้จากการออกกฎกระทรวง และการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อกำหนดให้การขุดดินและการถมดินต้องแจ้งขออนุญาตต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนที่จะมีการขุดดิน และการถมดินตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด  ตรวจสอบได้เลยว่า มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสักกี่แห่งที่ได้ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นตามกฎหมายนี้
                                ปัญหาการพบโบราณวัตถุในหลายท้องที่  กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ในการขุดดินนั้น  ถ้ามีการพบโบราณวัตถุ  ศิลปวัตถุ  ซากดึกดำบรรพ์  หรือพบแร่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหรือทางการศึกษาในด้านธรณีวิทยา ให้ผู้ขุดดินหยุดการขุดดินไว้ก่อนแล้วรายงานให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่พบ  และให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งให้กรมศิลปากร หรือกรมทรัพยากรธรณีแล้วแต่กรณีทราบโดยด่วน  และให้ผู้ที่ขุดดินนั้นปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หรือกฎหมายที่เกี่ยวอื่นๆแล้วแต่กรณี
                                ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ และจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุที่มีอายุตั้งแต่สมัยอยุธยาขึ้นไป  กฎหมายได้กำหนดให้อธิบดีกรมศิลปากรมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดเขตท้องที่ใดเป็นเขตสำรวจโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุนั้น โดยให้เจ้าของแจ้งปริมาณ รูปพรรณ และสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุนั้นต่ออธิบดีกรมศิลปากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดได้
                                การพบโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุนั้น  หากพิจารณาข้อความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1328 ความว่า สังหาริมทรัพย์มีค่าซึ่งซ่อนหรือฝังไว้นั้น ถ้ามีผู้เก็บได้โดยพฤติการณ์ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้เก็บได้ต้องส่งมอบทรัพย์นั้นแก่เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น  แล้วมีสิทธิจะได้รับรางวัลหนึ่งในสามแห่งค่าทรัพย์นั้น

                                การให้ความร่วมมือของประชาชน และความตั้งใจบังคับใช้กฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นนี้อย่างเป็นธรรม มีค่าเป็นอย่างยิ่งในการรักษาทรัพยากรของชาติให้เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ อย่างยั่งยืน..

กฤษณะ  ฉายากุล  28กันยายน 2555