วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

คำนำหน้านามหญิง



คำนำหน้านามหญิง


คำนำหน้านามหญิง  ที่เรียกขานกันว่า  เด็กหญิง  นางสาว  และนาง  ซึ่งเดิมได้กำหนดหลักเกณฑ์สำคัญไว้ว่าเมื่อแรกคลอดนั้นเรียกว่าเด็กหญิง  จนอายุสิบห้าปีบริบูรณ์เรียกว่านางสาว  และเมื่อมีคู่สมรสแล้วเรียกว่านาง  ที่เคยถือปฏิบัติกันมานาน  บัดนี้ได้มีกฎหมายคำนำหน้านามหญิง  พ.ศ. 2551  ซึ่งถูกเร่งรัด เรียกร้องจนเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 และมีผลบังคับใช้ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  กฎหมายนี้มีพลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
เหตุผลของการประกาศใช้กฎหมายนี้ ด้วยเห็นว่า การใช้คำนำหน้านามหญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้ว กับทั้งหญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วและต่อมาการสมรสสิ้นสุดลงเพราะจดทะเบียนหย่า หรือเพราะสามีถึงแก่กรรมไปแล้ว ต้องใช้คำนำหน้าคำเดียวว่า นาง โดยไม่อาจเลือกได้ตามความสมัครใจ ทำให้เกิดผลกระทบต่อหญิงดังกล่าวในการดำรงชีวิตประจำวัน การศึกษาของบุตร และการทำนิติกรรมต่างๆ ส่งผลให้คำนำหน้านามในลักษณะดังกล่าวของหญิงเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล  เพราะเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศ  จึงกำหนดให้หญิงมีทางเลือกในการใช้คำนำหน้านามตามความสมัครใจ เพื่อให้สอดคล้องกับการเลือกใช้นามสกุลตามกฎหมายว่าด้วยชื่อบุคคล
เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปมาก่อนแล้วว่า ชายและหญิง จะมีคำนำหน้านามว่าเด็กชาย และเด็กหญิงตั้งแต่เมื่อแรกคลอด จนอายุสิบห้าปีบริบูรณ์ก็จะเปลี่ยนจากเด็กชายเป็นนาย และเปลี่ยนจากเด็กหญิงเป็นนางสาว  เมื่อชายและหญิงสมรสกันก็จะเปลี่ยนคำนำหน้านามของหญิงจากนางสาวเป็นนาง ส่วนชายใช้คำนำหน้านามว่านายเหมือนเดิม  และเมื่อหญิงที่มีการสมรสแล้วต่อมาการสมรสสิ้นสุดลงเพราะสามีถึงแก่กรรมหรือหย่าก็ตาม จะต้องใช้คำนำหน้านามว่านางตลอดไปซึ่งเป็นหลักการสากลที่ถือปฏิบัติกันมานานแล้ว
การบังคับใช้กฎหมายคำนำหน้านามหญิง พ.ศ.2551 ให้หญิงซึ่งสมรสแล้วสามารถเลือกใช้คำนำหน้านามว่านางหรือนางสาวได้ตามความสมัครใจ เมื่อได้แจ้งต่อนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว ดูผิวเผินเหมือนว่าได้สร้างความเป็นธรรมให้กับหญิงให้มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกับชาย แต่แท้จริงแล้วกลับสร้างผลกระทบกับหญิงที่ยังไม่ได้สมรสนั้นเอง ทำให้เป็นที่สงสัยคลางแคลงใจว่าหญิงที่มีคำนำหน้านามว่านางสาวผู้นี้ ยังเป็นโสดหรือว่าสมรสแล้ว

นอกจากนั้นกฎหมายฉบับนี้ยังทำลายประเพณีวัฒนธรรมของครอบครัว ทำให้เกิดความหวาดระแวง ความแตกแยก ระหว่าคู่สามีภริยา  และไม่ได้เป็นไปตามความหมายในพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ.2530 หน้า 278-279 ซึ่งอธิบายว่า นาง เป็นคำนาม เพศหญิง คำแทนชื่อหญิง  คำนำหน้าชื่อหญิงที่แต่งงานแล้ว.../นางสาว เป็นคำนาม คำนำหน้าหญิงที่มีอายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์ขึ้นไปและยังไม่ได้แต่งงาน กับทั้งทำให้งานนิติกรรมสัญญาของธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ และงานจดทะเบียนที่ดินมีผลกระทบในการสืบค้นสถานะบุคคลที่มีความยุ่งยากมากขึ้นกว่าเดิม การออกกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้เป็นไปตามเหตุผลที่อ้าง และการเร่งรัดออกกฎหมายนี้จึงแสดงได้ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่กันย่อๆว่า สนช.  ทำงานอย่างขาดวิจารณญาณความรอบคอบและไม่รักษาวัฒนธรรม และประเพณีอันดีของสังคม


หมายเหตุ. -บทความเรื่องนี้เขียนเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2551
                    -คำนำหน้านามบุคคลที่เป็นสากลนั้นใช้ 
       Mr. หมายถึง นาย  สำหรับคำนำหน้านามของชาย
                       Mrs. หมายถึง นาง  สำหรับคำนำหน้านามหญิง ที่สมรสแล้ว
                        Miss หมายถึง นางสาว สำหรับคำนำหน้านามหญิงที่ยังไม่สมรส

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น